วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สุรากับประชากรไทย

สุรากับประชากรไทย
สุรา หมายถึง น้ำเมาที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ คือ น้ำเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท  เมื่อดื่มแล้วสารนั้นจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มไม่มากอาจรู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่น ๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุด โดยทั่วไปสุราจะมี 2 ชนิดหลักด้วยกัน คือ สุราหมัก ได้จากการหมักแป้ง หรือ น้ำตาล กับยีสต์ ให้เกิดเป็นแอลกอฮอล์ โดยจะมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15% เช่น ไวน์ ได้จากการหมักองุ่น, สาเก ได้จากการหมักข้าวเช่นเดียวกับสาโท ส่วนอีกชนิดเรียกว่า สุรากลั่น ได้จากการนำสุราหมักมาต้มกลั่นเพื่อให้ได้แรงแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น สุราที่กลั่นได้จะเป็นสีใสเรียกสุราตระกูลนี้ว่า White Spirit อย่างเช่น ว้อดก้า (Vodka) ก็จะได้จากการกลั่นสุราที่หมักจากมันฝรั่ง ส่วน เตอกีล่า (Tequila) ได้จากการกลั่นสุราที่หมักจากต้นอากาเว่ สุราเรียกโดยภาษาปากว่า "เหล้า" ซึ่งมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ แม้ว่าในเหล้าชนิดต่างๆยังมีสารอื่นๆที่ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของเหล้าชนิดนั้นๆ โดยเฉพาะเหล้าที่นำมาหมักดองกับสมุนไพรเพื่อปรุงแต่งสี กลิ่น รสชาติและสรรพคุณ เช่น เหล้าดองยาของไทย เหล้าเซี่ยงชุนของจีน เหล้าแคมปารีของอิตาลี เป็นต้น สารปรุงแต่งเหล่านี้เมื่อดื่มในปริมาณมาก หรือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้ดื่มได้ แต่เมื่อดื่มในระยะเฉียบพลัน อาการต่างๆของผู้ดื่มนับได้ว่าเกิดจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น แอลกอฮอล์เป็นของเหลว ใส ระเหยได้ง่าย ละลายน้ำได้ดี มีกลิ่นเฉพาะตัว และ ติดไฟได้ง่าย แอลกอฮอล์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ประกอบไปด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ความรุนแรงของการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในกระแสโลหิต แอลกอฮอล์ที่กินได้ คือแอลกอฮอล์ชนิดเอทิล ส่วนแอลกอฮอล์ชนิดอื่นล้วนกินไม่ได้และเป็นพิษต่อร่างกาย ถ้าเอาแอลกอฮอล์ชนิดอื่น เช่น เมทิลแอลกอฮอล์มาผสมเป็นเหล้า กินเข้าไปแล้วทำให้ปวดหัวตาพร่า จนบอด และถึงกับเสียชีวิตได้ เมื่อกินเหล้าเข้าไปผ่านกระเพาะอาหารไปสู่ลำไส้เล็ก แอลกอฮอล์ในเหล้าจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตและกระจายไปทั่วร่างกาย เมื่อกินอาหารมาก่อน แอลกอฮอล์ใช้เวลา 1 ถึง6 ชั่วโมง จึงจะถูกดูดซึมไปถึงระดับสูงสุดในเลือด แต่ถ้ากินเหล้าในขณะที่ท้องว่าง แอลกอฮอล์ใช้เวลาถูกดูดซึมสู่ ระดับสูงสุดในเลือด เพียง 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของ แอลกอฮอล์ในร่างกายจะถูกกำจัดโดยตับ ที่เหลือจะถูกขับออกทางลมหายใจ ปัสสาวะ เหงื่อ อุจจาระ น้ำนม และน้ำลาย แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย แอลกอฮอล์ในปริมาณมากทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดอาการอักเสบและเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นผู้ที่กินเหล้าจึงปัสสาวะบ่อย สูญเสียน้ำและรู้สึกกระหายน้ำมากในเวลาต่อมา อีกประการหนึ่ง บรรยากาศวงเหล้า ผนวกกับพลังงานที่ได้จากเหล้ามักทำให้ผู้ดื่มไม่รู้สึกอยากอาหาร ดังนั้นผู้ที่กินเหล้าเป็นนิจจึงอาจขาดสารอาหารได้ ที่สำคัญแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความเสียหายที่เนื้อตับ คนกินเหล้าจึงมีโอกาสเป็นตับอักเสบมากกว่าคนไม่กินและอาจพัฒนาไปถึงขั้นตับวายได้
พฤติกรรมการบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย
โดยปกติคนไทยมีการบริโภคแอลกอฮอล์มาช้านานแล้ว โดยมักดื่มในเทศกาลและวาระต่างๆ และมีความเชื่อเรื่องการดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น ยาดอง โดยเอายามาผสมหรือดองกับสุรา  เชื่อว่าช่วยบำรุงร่างกายบำรุงโลหิต รักษาอาการปวดเมื่อย ทำให้เจริญอาหาร ความจริงแล้วส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในยาดองนั้นมีค่อนข้างสูง ดังนั้น การดื่มยาดองก็คือ การดื่มสุรานั่นเอง นอกจากนี้ ในบางครั้งจะพบทัศนคติของคนไทยที่มีต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะที่ส่งเสริมการดื่ม โดยไม่รู้ตัว เช่น การวางขวดสุราไว้ในห้องรับแขกตามบ้าน ในงานเลี้ยงสังสรรค์หรืองานฉลองตามประเพณีต่างๆ มักจะพบเห็น การดื่มสุรากันเป็นเรื่องปกติ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจใน พ.ศ.2534 พบว่า ร้อยละ 31.4 ของประชากรไทยมีการดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ อายุ 15 ปีขึ้นไป และอีก 5 ปีต่อมาคือใน พ.ศ. 2539 ประชากรไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 260,000 คนและผลสำรวจในปี พ.ศ. 2550พบว่าประชากรไทยที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มมีอายุน้อยลงคืออายุประมาณ11ปีก็เริ่มมีพฤติกรรมการดื่มสุราแล้ว โดยภาคที่มีการบริโภคแอลกอฮอล์มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยผู้ชายจะบริโภคมากกว่าผู้หญิง และคนในชนบทจะบริโภคมากกว่าคนในเมือง โดยคนในชนบทจะเริ่มบริโภคแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุยังน้อย คือ เฉลี่ยประมาณ 15 -19 ปี ดังที่แสดงในตารางและกราฟดังนี้
ตารางที่ จำนวนประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป จำแนกตามพฤติกรรมการดื่มสุรา กลุ่มอายุ ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2550
กลุ่มอายุ (ปี)
รวม
ไม่ดื่ม และไม่เคยดื่ม
ไม่ดื่ม แต่เคยดื่ม
ดื่ม
รวม
55,239,859
36,394,411
3,856,867
14,988,580
11 - 14
4,073,008
4,054,194
2,793
16,021
15 - 19
5,257,291
4,523,332
64,298
669,662
20 - 24
5,280,906
3,454,211
185,444
1,641,252
25 - 29
5,330,804
3,265,581
238,154
1,827,070
30 - 34
5,408,314
3,209,067
303,242
1,896,005
35 - 39
5,494,653
3,137,005
328,691
2,028,957
40 - 44
5,328,814
2,980,750
381,958
1,966,106
45 - 49
4,880,437
2,724,687
423,226
1,732,524
50 - 54
4,042,314
2,345,288
408,439
1,288,587
55 - 59
3,051,454
1,861,226
377,520
812,709

  60 ขึ้นไป 
7,091,861
4,839,071
1,143,103
1,109,687

จากตารางสามารถสรุปเป็นกราฟได้ดังนี้
กราฟที่1
จากกราฟจะเห็นได้ว่าประชากรไทยเริ่มมีพฤติกรรมการดื่มสุราตั้งแต่อายุยังน้อย เฉลี่ยประมาณ 15-19ปีและกลุ่มที่มีพฤติกรรมการดื่มสุรามากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุ 35-39ปี ซึ่งมีมากถึง 2,028,957 คน ในปี พ.ศ.2550ในทางตรงกันข้ามจะเห็นว่าผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะมีอัตราการดื่มสุราน้อยลง

พฤติกรรมการดื่มสุราของชายและหญิงในเขตเทศบาลและนอกเขตเทบาล
 เหตุผลของการดื่มแอลกอฮอล์พบว่า  มีความแตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง โดยผู้ชายให้เหตุผลในการตัดสินใจดื่มครั้ง แรกว่า อยากทดลอง รองลงมาคือเพื่อนชวน สำหรับเหตุผลของผู้หญิงคือ อยากทดลอง รองลงมาคือเพื่อเข้าสังคม และดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผู้ชายจะเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอายุที่น้อยกว่าผู้หญิง และมีแนวโน้มว่า ผู้ดื่มทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะมีอายุลดน้อยลง เรื่อยๆ โดยสุราไทยและเบียร์เป็นเครื่องดื่มของคนในเขตเมือง ส่วนสุราขาวและยาดองเป็นเครื่องดื่มของคนในเขตชนบท เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ดื่มไม่คิดจะเลิกดื่มก็คือ เพราะต้องเข้าสังคม สังสรรค์ และดื่มเพื่อสุขภาพ ร่างกาย โดยคิดว่า ดื่มเพียงเล็กน้อยไม่เป็นไร ส่วนเหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพจิตคือ เพื่อความสนุกสนาน คลายเครียด จากเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ได้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่ดื่มสุราโดยไม่คิดจะเลิกดื่มนั้น อาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานะ "ติดสุรา" ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจก็ตามโดยคนในชนบทจะมีการบริโภคเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์มากกว่าคนในเมือง
ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมและคิดว่าการดื่มสุราเป็นการเข้าสังคมทั้งที่จริงแล้วมีคนดื่มสุราที่ติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์มีถึง 16 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด และคนไม่ดื่มสุรามี 2 ใน 3 ที่ถือเป็นคนหมู่มาก จากการสำรวจพบขณะนี้คนไทยมีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากผิดปกติจนเกิดโรคติดสุรามากถึง 5.3 ล้านคน ภาคเหนือ มีมากที่สุดถึงร้อยละ 13.3 รองลงมาภาคอีสาน ร้อยละ 11.5 ภาคใต้ซึ่งต่ำสุดที่ร้อยละ 8.8
ตารางที่2 จำนวนประชากรในเขตและนอกเขตเทศบาล จำแนกตามพฤติกรรมการดื่มสุรา
เขตการปกครอง
ไม่ดื่ม และไม่เคยดื่ม
ไม่ดื่ม แต่เคยดื่ม
ดื่ม
ในเขตเทศบาล
12,077,373
966,552
4,067,544
นอกเขตเทศบาล
24,317,038
2,890,316
10,921,037
จากตารางสามารถสรุปจำนวนประชากรทั้งชายและหญิงที่ดื่มสุราในเขตและนอกเขตเทศบาลเป็นกราฟได้ดังนี้
กราฟที่2

จากกราฟจะเห็นได้ว่าประชากรทั้งชายและหญิงที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลจะมีพฤติกรรมการดื่มสุรามากกว่าประชากรที่อาศัยในเขตเทศบาล คิดเป็นเปอร์เซ็นได้ดังนี้ ในเขตเทศบาลมีประชากรที่ดื่มสุรา 27% นอกเขตเทศบาลมีประชากรที่ดื่มสุรา 73%
ผลกระทบจากการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา(ศวส.) ได้รวบรวมและติดตามพฤติกรรมสถิติการดื่มของคนไทยอย่างต่อเนื่อง พบว่า ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่คนไทยได้รับอยู่ที่ปีละประมาณ 7-8 ลิตร ต่อคนต่อปี
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 4 จังหวัดที่ดื่มมากที่สุด คือ แพร่ อุตรดิตถ์ ตราด และเชียงใหม่ และ 4 ลำดับที่มีคนเมามากที่สุด คือ มุกดาหาร แพร่ สระแก้ว และปราจีนบุรี ผลกระทบที่เกิดขึ้นด้านสุขภาพ พบว่า ภาระโรคที่มีสาเหตุจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น มะเร็ง โรคจิตประสาท โรคหลอดเลือดหัวใจ ตับแข็ง การบาดเจ็บ มีความสูญเสียเกิดขึ้นปีละ 14.6% ผลกระทบที่เกิดขึ้น เรื่องอุบัติเหตุ จากสถิติจราจรทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข้อมูลจำนวนอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเมาสุรา พบว่า ช่วงเดือนที่เกิดมากที่สุด คือ ธ.ค.- ม.ค. และ ม.ค.-เม.ย. เมื่อปี 2552 พบว่ามีอัตราคดีที่เกิดขึ้น 4,561 คดี เมื่อวัดสถิติการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายที่มีการเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุสูงทุกปี เมื่อเทียบกับสถิติโลก พบว่า ประชากรโลกเสียชีวิตปีละ 2.5 ล้านราย และคนไทยตายปีละ 2.6 หมื่นรายหรือชั่วโมงละ 3 คน ทั้งจากโรคมะเร็ง อุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์ขัดขวางความสามารถของร่างกายในการฟื้นตัวจากการสูญเสียเลือดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มึนเมาจะมีความทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายที่รุนแรงและภาวะการแทรกซ้อนที่น่ากลัวรวมทั้งการช็อคจากการตกโลหิต ดร.แพทริเซีย  โมลินา แห่งมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ในนิวออร์ลีนส์ หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของคนไข้ที่เข้ามาห้องฉุกเฉิน จากการบาดเจ็บภายนอกจะมีอาการมึนเมาในการศึกษานี้ โมลินา และทีมงานให้หนูห้องปฏิบัติการดื่มแอลกอฮอล์ แล้วทำให้หนูเกิดการเสียเลือดสักเล็กน้อย  นักวิจัยพบว่าการสูญเสียเลือดในหนูที่ให้แอลกอฮอล์เกิดผลอย่างฉับพลันต่อความดันเลือดที่ลดลง  นอกจากนั้นหนูที่มึนเมาใช้เวลาในการฟื้นตัวที่ช้า นอกจากนี้การดื่มสุรายังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุรวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดโรคมะเร็งตับ เบาหวาน อุบัติเหตุจราจร ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียของรายได้ประชาชาติในประเทศเรานับแสนล้านบาทต่อปี ผู้ดื่มจนติดอาจเกิดโรคเครียด โรคซึมเศร้า ความก้าวร้าว ก่อปัญหารุนแรงในสังคม ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ปัญหาทารุณกรรมเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การหย่าร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาโรคที่ติดตามมาอีกมากมาย บางคนอาจเกิดโรคจิตจากแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจมีอาการหลงผิด หวาดระแวง ประสาทหลอน หรือเห็นภาพหลอน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 60 กรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับเบียร์ 4.5 กระป๋อง หรือเหล้า 40 ดีกรี 3 เปก จะก่อให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันปัญหาสังคมก็เกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น พบหญิงไทยถูกทุบตีทำร้ายจากสามีหรือคู่รัก และเกิดความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเรามักจะพบว่าคนเรานิยมการดื่มสุราเนื่องจากว่าเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเพิ่มขึ้นในช่วงแรก อาจจะมีอาการสนุกสนานร่าเริง มีความสุข แต่หลังจากนั้นเมื่อปริมาณของแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นก็จะเริ่มเกิดอาการ ยกตัวอย่างเมื่อเพิ่มระดับขึ้น 50% จะทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายช้าลงและโอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 2 เท่า และยิ่งระดับมากขึ้นท่านจะเริ่มสับสน ง่วงซึม บางรายอาจสลบถึงตาย ในปี 2545 พบมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุการจราจรของประเทศไทยมีมูลค่าถึง 189,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1-2 ของ GDP อีกไม่นานจะมีการเจรจาการค้าเสรี ไทย-ยุโรป สิ่งที่ต้องจับตาคือ การนำสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไว้ในรายการสินค้า ผลที่ตามมาคือ ผู้ผลิตเหล้าจากยุโรปจะไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไปทำให้การนำเข้ามาขายในประเทศมีราคาถูกลงขณะที่เพดานภาษีสรรพสามิตของไทยในกลุ่มเหล้าต่างชาติ ขึ้นไปจนเต็มเพดานแล้ว แน่นอนว่าเมื่อเหล้ามีราคาถูกลง สินค้าเหล่านี้ก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว ผู้บริโภคแอลกอฮอล์ ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และมีแนวโน้มว่า จะเริ่มดื่มตั้งแต่อายุยังน้อย ปัญหาของการดื่มแอลกอฮอล์ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในผู้ชายเท่านั้น การดื่ม แอลกอฮอล์ในผู้หญิงเริ่มมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น และเหตุผลของการดื่มที่มีอิทธิพลสำคัญคือ อยากทดลอง เพื่อนชักชวน และค่านิยมทาง สังคม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะต้องติดแอลกอฮอล์เสมอไป มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีปัจจัย เสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นคนที่ติดแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคแอลกอฮอล์โดยรวมแล้ว ยังมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึง 3 ประการ คือ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการเริ่มบริโภคแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการติดแอลกอฮอล์ และปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง


จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ.2550 พบอัตราการดื่มสุราของประชากรไทยในช่วงอายุ20-39ปีทั้งชายและหญิงดังนี้
กลุ่มอายุ (ปี) เพศ
ไม่ดื่ม และไม่เคยดื่ม
ไม่ดื่ม แต่เคยดื่ม
ดื่ม
ชาย
11,202,035
3,022,520
12,672,122
20 - 24
1,077,135
121,899
1,484,382
25 - 29
911,150
172,932
1,609,409
30 - 34
824,376
226,141
1,620,838
35 - 39
714,631
245,291
1,684,477
หญิง
25,192,377
834,347
2,316,458
20 - 24
2,377,076
63,544
156,871
25 - 29
2,354,431
65,222
217,661
30 - 34
2,384,691
77,100
275,167
35 - 39
2,422,373
83,401
344,480

จากตารางข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปจำนวนประชากรทั้งชายและหญิงช่วงอายุ20-39ปีตามพฤติกรรมการดื่มสุราได้ดังนี้

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทยดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 260,000 คน และมีอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยใน 10 ปีที่ผ่านมา จาก พ.ศ. 2535-2545 มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก 992 ล้านลิตร เป็น 1,926 ล้านลิตร อีกทั้งอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 25.2 ลิตร ในปี 2535 เป็น 41.6 ลิตร ในปี 2545 โดยเฉพาะเบียร์ มีการบริโภคเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 320 ล้านลิตร เป็น 1,222 ล้านลิตร คิดเป็น 8.1 ลิตรต่อคน เพิ่มเป็น 24.8 ลิตรต่อคนประการสำคัญคืออายุของผู้ริเริ่มดื่มสุราครั้งแรกมีแนวโน้มน้อยลง ขณะนี้กลุ่มผู้ริเริ่มดื่มสุราที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19ปีซึ่งพบว่าร้อยละ46.9หรือเกือบครึ่งหนึ่งเริ่มลองดื่มสุราแล้ว
 ข้อเสนอแนะ
การดื่มสุรานั้นนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของผู้ที่ดื่มแล้วยังส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นและสังคมหลายประการเช่นการทารุณกรรม การก่ออาชญากรรม การทะเลาะวิวาทและอื่นๆอีกมากมายนอกจากนี้การบริโภคสุราในปริมาณมากยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบและอื่นๆอีกมากมายและยังส่งผลให้แก่ก่อนวัยอันควร ที่สำคัญการดื่มสุรานั้นยังเป็นการละเมิดศีลข้อที่5อีกด้วย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าสุรามีโทษมากมายขนาดนี้แล้วเราควรหันมารักษาสุขภาพ ลด ละ เลิกการดื่มสุรา เพื่อลดปัญหาสังคมและประเทศชาติ ให้สังคมเกิดความสงบสุขและปราศจากแอลกอฮอล์ และยังเป็นการยืดอายุของตัวเราเองให้มีอายุยืน ไม่แก่ก่อนวัยอันควรอีกด้วยฤทธิ์ ของสุรามีมากมาย ควรหยุดเสียแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
http://www.aanthe.com/2009/03/

บทความโดย:นางสาวเบญจพร  ศรีสุพรรณ รหัส 52010119167 ระบบปกติ Sec.2

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น