วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การออกกำลังกาย

บทความเชิงวิชาการเรื่อง: คนไทยกับการออกกำลังกายในสังคมปัจจุบัน
      การออกกำลังกาย กำลังเป็นกระแสที่ผู้คนในสังคมพูดถึงกันอย่างมากเพราะนั่นหมายถึงวิธีหนึ่งที่จะทำให้เขาเหล่านั้นมีสุขภาพที่ดีได้ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว การออกกำลังกายยังมีประโยชน์อื่นๆอีกหลายประการที่ยังไม่ยังไม่มีใครสนใจที่จะรับรู้มัน การออกกำลังกายสามารถกระทำได้เมื่อต้องการที่จะกระทำ ไม่จำเป็นต้องรอเวลาหรือสถานที่เอื้ออำนวย ดังวลีหนึ่งทีกล่าวไว้ว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลงกาย” แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่ทำงานบ้าน เดินเล่นในสวนหย่อม หรือพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น นั่นเท่ากับว่าได้เกิดการออกกำลังกายแล้ว 
         การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมของร่างกายที่ช่วยสร้างเสริมและคงไว้ซึ่งสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิต รวมทั้งสร้างเสริมทักษะทางกีฬา การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่นโรคหัวใจ, โรคระบบไหลเวียนโลหิต, เบาหวาน, และโรคอ้วน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิตและลดความเครียดได้ อีกประการหนึ่ง การออกกำลังกายคือ        การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและอวัยวะส่วน ต่างๆ ของร่างกายมากกว่าการเคลื่อนไหวตามปกติในชิวิตประจำวัน การออกกำลังกายที่ถูกต้อง ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสมของอายุ เพศ และสภาวะร่างกาย ซึ่งเน้นการฝึกความทนทานของปอด - หัวใจ และระบบไหลเวียน ( Cardiorespiratory endurance) ความทนทานและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ( Muscle endurance and strength ) และความอ่อนตัว เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ และลดอาการการบาดเจ็บต่างๆ
ประเภทของการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย
     1.            วิ่ง หมายถึงการออกกำลังกายโดยการวิ่ง(ไม่รวมนักวิ่งที่เป็นมืออาชีพและการวิ่งบนเครื่องวิ่ง)
     2.           เต้นแอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายโดยการเต้นประกอบจังหวะเพลง
     3.           เดิน หมายถึง การออกกำลังกายโดยการเดิน ( ไม่รวมการเดินในชีวิตประจำวัน และการเดินบนเครื่องเดิน) 
     4.            การรำไม้พลอง หมายถึง การออกกกำลังกายโดยการมีไม้พลองเป็นอุปกรณ์ในการประกอบการรำ
     5.          ไทเก็ก หมายถึงการออกกำลังกายโดยการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ 
     6.           จี้กง หมายถึง การออกกำลังกายโดยการฝึกฝนพลังลมปราณ หารเคลื่อนไหวร่างกายประสานกับการหายใจ 
     7.           โยคะ หมายถึงการบริหารร่างกายในท่าต่างๆ ร่วมกับการกำหนดลมหายใจเข้าและออก
   8.       ฟิตเนส หมายถึง  การออกกำลังกายโดยใช้เครื่องออกกำลังกาย เช่นกานเดินบนเครื่อง การปั่นจักยานอยู่กับที่เป็นต้น
    9.          กีฬา หมายถึง การเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ซึ่งอาจจะเคร่งครัดต่อกฏกติตาหรือไม่เคร่งครัด ก็ได้ เช่น ฟุตบอล ตะกร้อ แบดมินตัน ว่ายน้ำ เป็นต้น
คนไทยกับการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายถือเป็นเรื่องสากลของคนทั้งโลก เพราะเป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นพื้นฐานของชีวิต แต่คนเราก็แตกต่างกันไป บ้างให้ความสำคัญบ้างก็เฉยๆ เลือกที่จะกระทำบางครั้ง หรือบ้างก็ไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆเลย  คนไทยเองก็เช่นเดียวกัน ในด้านของการให้ความสำคัญและเลือกที่ออกกำลังกายนั้น มีอยู่หลากหลายกลุ่ม หลากหลายปัจจัยที่ทำให้เลือก หรือไม่เลือกที่จะออกกำลังกาย จากผลการสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากรในปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมาโดยสำนักงานสถิติ  ปรากฏว่า ปัจจุบันคนไทยมีแนวโน้มของการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการสำรวจข้อมูลเรื่องดังกล่าวเมื่อปีพ.ศ. 2546 และ 2547 โดยเพศชายมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่าอัตราการออกกำลังของเพศหญิง


·       ช่วงวัยของคนไทยกับการออกกำลังกาย
 ช่วงวัยที่แตกต่างกันของคนไทย ในที่นี่จะแยกออกเป็น4กลุ่ม คือ
      1.    วัยเด็ก(11-14ปี)
      2.    เยาวชน(15-24ปี)
      3.   วัยทำงาน(25-59ปี)
      4.   ผู้สูงอายุ(60ปีขึ้นไป)

ใน 4 กลุ่มดังกล่าวกลุ่มวัยเด็กเป็นกลุ่มที่มีการออกกำลังกายมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะอยู่ในวัยเรียน การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียน และคนไทยกลุ่มที่มีการออกกำลังกายน้อยที่สุกคือกลุ่มวัยทำงาน ทั้งนี้การออกกำลังกายของเพศชายก็ยังมีอัตราที่สูงกว่าการออกกำลังกายในเพศหญิงในทุกกลุ่มช่วงวัย
การออกกำลังกายก็เป็นเรื่องที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับช่วงวัยจะให้ประโยชน์อย่างมาก  เพราะผู้ออกกำลังกายจะได้รับประโยชน์ทางตรงจากการออกกำลังกายที่เหมาะกับวัยตนเองแล้วยังป้องกันอุบัติเหตุ หรือการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายอีกด้วย      
 การออกกำลังกายในเด็ก
 จะไม่ได้เป็นในลักษณะเดียวกันกับของผู้ใหญ่ ที่ถ้าจะออกกำลังกายต้องไปออกกำลังกายตาม fitness club อย่างการยกน้ำหนัก เข้าร่วมแอโรบิคคลาส หรือโยคะ เป็นต้น  การออกกำลังกายในเด็กจะหมายถึง การละเล่น การเล่นเกมกลางแจ้ง รวมไปถึงกิจกรรมและสันทนาการต่าง ๆ และการเล่นกีฬาในแต่ละชนิดที่เหมาะสมตามวัย เช่น การว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเทนนิส และกอล์ฟ ซึ่งกำลังเป็นกีฬายอดฮิตอยู่ในขณะนี้
แต่หัวใจที่สำคัญสำหรับเด็ก ๆ  ที่ต้องการจากการมีกิจกรรมเหล่านี้ คือความสนุกสนาน และความชอบในการร่วมกิจกรรม เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ที่เด็กไม่อยากออกกำลังกายหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ       ก็เพราะไม่มีความอบและไม่รู้สึกสนุกกับการออกำลังกาย
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะต้องให้ความสำคัญสำหรับจุดนี้เป็นหลัก และไม่ควรที่จะเน้นในเรื่องของการเปรียบเทียบระดับความสามารถกับเด็กคนอื่น ๆ หรือให้ความสำคัญของผลแพ้-ชนะเป็นสำคัญ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกกดดันและไม่รู้สึกสนุกกับกิจกรรมนั้น แต่ควรจะดูในเรื่องของความเหมาะสมตามความสามารถ ประสบการณ์ และพัฒนาการมากกว่า ขณะเดียวกันเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พบเห็น เรียนรู้กับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ รวมถึงได้รู้จักกับเพื่อนใหม่อีกด้วย
การออกกำลังกายที่เหมาะสมในกลุ่มวัยรุ่น 
 วัยรุ่นส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับภาพและน้ำหนักร่างกายของพวกเขา ซึ่งจะเป็นจริงสำหรับสาว teenaged พวกเขาพยายามหนักและได้รับความผิดหวังเมื่อพวกเขาไม่เห็นผลลัพธ์ที่นำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และทางกายภาพการออกกำลังกายวัยนี้จะมีความแตกต่างระหว่างเพศ ผู้ชายจะออกกำลังกายเพื่อ ให้เกิดกำลัง ความแข็งแรง รวดเร็ว และความอดทน เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เล่น บาสเกตบอล วอลเลย์บอล โปโลน้ำ ฟุตบอล กระโดดสูง กรรเชียง
ส่วนผู้หญิงจะเน้นการออก กำลังกายประเภทที่ไม่หนักแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมสร้างรูปร่างทรวดทรง เช่น  ว่ายน้ำ ยิมนาสติก และวอลเลย์บอล เป็นต้น ให้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน วันละ 
 ชั่วโมง โดยใช้การออกแรงแบบหนักสลับเบา
การออกกำลังที่เหมาะสมกับกลุ่มคนทำงาน
 กลุ่มคนในวัยทำงานควรจัดสรรเวลา โดยแบ่งเวลามาออกกำลังกายในช่วงสั้นๆกันบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพียงแบ่งการออกกำลังเป็นช่วงๆ ช่วงละ 10 นาที, 20 นาที หรือ 30 นาที แต่ให้รวมกันได้อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน 200 กิโลแคลอรี่ และควรทำเป็นประจำทุกวัน หรือ3-4วันในหนึ่งสัปดาห์  ข้อสำคัญของคำแนะนำทั้งหมดนี้คือ ต้องปฏิบัติด้วยความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ในระยะเวลาอย่างน้อย 10 นาทีขึ้นไปในแต่ละครั้ง และรวมเวลาได้ไม่ต่ำกว่า 30 นาทีต่อวัน ไม่เช่นนั้น ก็แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร
การออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุทั่วไป
ผู้สงอายุมักมีกล้ามเนื้อตึง เนื่องจากกล้ามเนื้อยืดหยุ่นน้อยลง เป็นผลให้มีอาการปวดเมื่อย ลุกนั่ง ยืน ไม่ค่อยสะดวก หรืออยู่ในท่าใดๆนานๆไม่ได้ นอกจากนี้หากกล้ามเนื้อบริเวณคอตึง อาจก่อให้เกิดอาการวิงเวียนศรีษะ และปวดลูกตาได้ นอกจากกล้ามเนื้อตึงแล้ว ผู้สูงอายุ ยังมีการหล่อลื่นของข้อต่อน้อยลง เป็นผลทำให้เกิดอาการปวดข้อได้ เมื่ออยู่ในท่าใดนานๆ ผู้สูงอายุจำเป็นต้องบริหารร่างกายเพื่อการเคลื่อนไหวข้อต่อต่างๆ ให้เต็มช่วงการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

·       พฤติกรรมของการออกกำลังกาย
-ประเภทของการออกกำลังกาย
นิยมออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬา รองลงมาคือ เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิค และออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่น ฟิตเนต รำไม้พลอง โยคะไทเก็ก จี้กง ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่า ผู้ชายชอบออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬา และวิ่งสูงกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้หญิง นิยมออกกำลังกายโดยการเดินและเต้นแอโรบิคมากกว่าผู้ชาย
-ความถี่ในการออกกำลังกาย
ส่วนใหญ่คนไทยจะออกกำลังกายประมาณ3-5วันต่อสัปดาห์  รองลงมาจะใช้เวลาออกกำลังกายประมาณ6-7วันต่อสัปดาห์  น้อยกว่า3วันต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบความถี่ในการออกกำลังกายของคนไทย ใน4กลุ่มความถี่ข้างต้นโดยพิจารณาเปรียบเทียบความถี่ในการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ ระหว่างเพศ จะเห็นสัดส่วนของเพศชายที่ออกกำลังกายตั้งแต่3วันขึ้นไปสูงกว่าหญิง ขณะที่หญิงมีสัดส่วนของการออกกำลังกายน้อยกว่า3วันต่อสัปดาห์ หรือการออกกำลังกายที่ไม่สม่ำเสมอสูงกว่าเพศชาย

กราฟแสดงความถี่ในการออกกำลังกายของคนไทยอายุตั้งแต่11ปีขึ้นไป


การออกกำลังกายของคนไทยก็มีความหลากหลายกันออกไป ตามแต่ความสนใจของแต่ละบุคคลเพราะการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬานั้น มีหลายประเภท มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้สนสามารถเลือกเล่นกีฬาหรือเลือกออกกำลังกายได้ตามความถนัด หรือความเหมาะสมของตน
โดยทั่วไปแล้ว เราจะได้ยินและพูดกันถึงการออกกำลังว่า เอเราออกกำลังกายแล้วจะมีประโยชน์กับตัวเรา เพราะจะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง จนทำให้เกิดการเข้าใจผิดและมีมุมมองในการหาเหตุผลในการออกกำลังกายที่ผิด เพราะด้วยความเข้าใจในมิติเดียวที่ว่าการออกกกำลังกายเพียงแค่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วมีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนเราต้องออกกำลังกาย
จากการสำรวจพบว่า เหตุผลสำคัญของการออกกำลังกายเป็นเพราะผู้ออกกำลังกายส่วนใหญ่กว่า76.9%ต้องการให้ร่างกายแข็งแรง เหตุผลรองลงมาคือ เพื่อนชวน โดยพบอีกว่า ส่วนใหญ่เป็นเหตุผลของผู้ออกกำลังกายในกลุ่มเด็กและเยาวชน
อีกด้านหนึ่งกลับกันนั้นเหตุผลของการออกกำลังกายมาจากเหตุผลที่ว่าไม่มีเวลาเป็นอันดับ1 รองลงมาคือทำงานที่ต้องใช้แรงกายมากอยู่แล้ว เป็นอันดับที่2และอันดับสุดท้ายคือ ไม่มีความสนใจและอีหลากหลายเหตุผล ที่ทำให้คนไทยไม่ได้ออกกำลังกาย

ประโยชน์และผลกระทบของการออกำลังกาย
·       ประโยชน์ของการออกำลังกาย
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
1. ระบบไหลเวียนโลหิต
1.1 ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงมากขึ้น สามารถสูบฉีดโลหิตได้ปริมาณมากขึ้น
1.2 เพิ่มหลอดโลหิตฝอยมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น
1.3 ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทั้งในขณะพัก และออกกำลังกาย ทำให้ไม่ เหนื่อยง่าย
1.4 ลดแรงต้านทานส่วนปลายของหลอดโลหิตฝอยทำให้ความดันโลหิตลดลงทั้งขณะพัก และออกกำลังกายลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

2. ระบบหายใจ
2.1 ความจุปอดเพิ่มขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนมากขึ้น
2.2 เพิ่มปริมาณโลหิตไปสู่ปอด ทำให้การไหลเวียนของปอดดีขึ้น
2.3 เพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซที่ปอด ทำให้ประสิทธิภาพการหายใจดีขึ้น

3. ระบบชีวเคมีในเลือด
3.1 ลดปริมาณคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) จึงลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
3.2 เพิ่ม HDL Cholesterol ซึ่งช่วยลดการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
3.3 ลดน้ำตาลส่วนเกินในเลือด เป็นการช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
4. ระบบประสาทและจิตใจ
4.1 ลดความวิตกกังวลและคลายความเครียด
4.2 มีความสุขและรู้สึกสบายใจจากสาร Endorphin ที่หลั่งออกมาจาก สมองขณะออกกำลังกาย
การจะมีรูปร่างที่ดี สุขภาพที่ดี และอายุที่ยืนยาวขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป งานวิจัยจำนวนมากล้วนให้ข้อสรุปว่าถ้าสามารถออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้สุขภาพดีขึ้น และคุณภาพที่ดีขึ้น
นอกเหนือไปจากการช่วยลดน้ำหนัก ยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและความผิดปกติต่าง ๆ ได้ ดังนั้นพยายามเลือกกิจกรรมที่คุณชอบและพยายามจัดเวลาสำหรับการออกกำลังกายเป็นประจำ
ลองมาดูกันว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง

ผลจากการวิจัยยืนยันว่า การออกกำลังกาย ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ และออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน ก็ได้ประโยชน์ และโดยทั่วไปแล้ว ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้น
  การออกกำลังกาย ได้ประโยชน์อย่างมากมาย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การออกกำลังกายก็มีผลกระทบหรือผลข้างเคียงเช่นกัน เช่น อาการปวดเข่า ขณะเดินหรือวิ่ง เขาจะมีการเคลื่อนไหวโดยแบกน้ำหนัก 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว และเนื่องจากตำแหน่งของเขาอยู่ระหว่างกระดูกที่ยาวที่สุดในร่างกาย 2 ชิ้น คือ กระดูกต้นขา และ กระดูกแข้ง เข่าจึงเป็นจุดหมุนของคานที่ยาวที่สุดของร่างกาย ทำให้ข้อเข่าเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่าย ทั้งจากแรงบิดและการรับน้ำหนักที่มาระหว่างการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายที่ต้องลงน้ำหนักตัว จะทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากขึ้น อันที่จริงแล้วในแต่ละวันวิถีชีวิตแบบไทย ก็ทำให้เข่าเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ไม่น้อยและเป็นอันตรายต่อเข่าโดยไม่ตั้งใจ ถ้าปรับให้เหมาะสม ก็จะมีผลดีในการถนอมรักษาเข่าได้ เช่น เปลี่ยนห้องส้วมเป็นแบบชักโครกแทนแบบส้วมซึม นั่งฟังธรรมะบนเก้าอี้แทนนั่งพับเพียบ นอกจากนี้ ท่าทางอื่น เช่น คุกเข่า คลานเข่า ก็ไม่ควรทำด้วยเช่นเดียวกัน และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่มีผลต่อข้อเข่าคือ น้ำหนักตัวถ้ามากเกินไปก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักที่กระทำต่อเข่ามากขึ้น โดยเฉพาะเวลาวิ่งหรือกระโดดซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนที่มีน้ำหนักมากไม่ควรออกกำลังกาย โดยการกระโดดโลดเต้น เพราะจะทำให้เจ็บเข่าได้ คนที่มีน้ำหนักมากผู้ที่มีปัญหาทางข้อเข่า หรือผู้สูงอายุ จึงควรจะออกกำลังกายโดยไม่ลงน้ำหนักตัว เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเดินเร็วจะดีกว่า
                หากท่านป้องกันดูแลทุกด้านแล้วก็ยังเจ็บเข่าอยู่ ก็ควรสำรวจความผิดปกติของร่างกายตนเองว่ามีหลังคด ขาโก่ง เท้าแป หรือขาสั้นยาวไม่เท่ากันหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านเจ็บเข่าก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี การไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเจ็บเข่า เป็นสิ่งที่ควรกระทำและควรแก้ไขที่ต้นเหตุของการบาดเจ็บ ที่จริงแล้วเข่าของเราก็คงต้องเสื่อมตามวัย แต่จะทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้เข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร การดูแลเอาใจใส่เข่าของท่านเป็นอย่างดี จะทำให้ท่านมีเข่าที่ดีใช้ตลอดไป มีคำถามที่ว่า ผู้ป่วยที่เป็นไข้ควรออกกำลังกาย ทำให้หายป่วยเร็วขึ้นจริงหรือ  คำตอบที่ถูกต้องคือ ไม่จริง การออกกำลังกายจะทำให้อุณหภูมิกายสูงขึ้น เสียน้ำในร่างกายจากการเสียเหงื่อมากขึ้น ดังนั้นเมื่อมีไข้จึงไม่ควรออกกำลังกาย ส่วน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนออกกำลังกายมีผลต่อความพร้อมร่างกายหรือไม่ คำตอบนั้น คือการมีเพศสัมพันธ์เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงาน ดังนั้น ถ้าร่างกายมีการพักผ่อนเพียงพอก็ไม่มีผลต่อร่างกายในการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แต่สำหรับการเล่นกีฬาเพื่อการแข่งขัน โดยเฉพาะในกีฬาที่นักกีฬาจำเป็นจะต้องมีสมรรถภาพทางกายและจิตใจที่สมบูรณ์เต็มที่ จึงจะทำให้เล่นกีฬาชนิดนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การมีเพศสัมพันธ์ในคืนก่อนการแข่งขันย่อมมีผลต่อศักยภาพของนักกีฬาแน่นอน
                การออกกำลัง เป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ออกกำลังกาย นานัปการ ทั้งนี้ควรเลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกับตัวผู้ออกกำลังกาย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดข้อผิดพลาด หลีกเลี่ยงผลกระทบหรือผลค้างเคียงตามมาภายหลัง การเลือก หรือไม่เลือกที่จะออกกำลังกายด้วยเหตุผลต่างๆนานสามารถกระทำได้เพราะแต่ละบุคคลมีปัจจัยแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนก็ประกอบอาชีพที่ต้องใช้แรงกายมากอยู่แล้วก็เท่ากับว่าได้ออกกำลังกายไปแล้ว เพราะแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย ทั้งนี้ทั้งนั้น เป้าหมายของกรออกกำลังของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย หากจะออกกำลังกายเพื่อเป้าหมายในการลดสัดส่วนและ ควบคุมน้ำหนัก ต้องออกกำลังกายมากกว่าผู้ออกกำลังกายที่ต้องารออกกำลังเพื่อร่างกายที่แข็งแรง แต่การออกกำลังกายไม่ว่าจะมีเป้าหมายใดๆก็ตาม ควรออกกำลังกายในระยะเวลาที่ต่อเนื่องอย่างเหมาะสม   การออกกำลังกายให้ประโยชน์อย่างมากมายเปรียบเสมือนการแสวงหาทรัพย์สินเงินทองมไว้กับตัวเพราะหากเราห่างไกลโรคภัย ก็ถือเป็นสิ่งวิเศษของชีวิต ตามคำกล่าวที่ว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ดังนั้น ควรหันมาใส่ใจในการออกกำลังกายหากต้องการห่างภัยโรคภัยไข้เจ็บและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพราะสุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง
ข้อเสนอแนะ
การออกกำลังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์เพราะ เป็นการบริหารทุกสัดส่วนของร่างกายให้เกิดความแข็งแรง การออกกำลังกายบางประเภท อาจก่อให้เกิดสัมพันธไมตรีกับผู้อื่นได้อีกด้วย เช่นการเต้นแอโรบิค กีฬาลีลาศเป็นต้น ดังนั้น ควรที่จะหันมาตระหนักและให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อ ประโยชน์มากมายที่ผู้ออกกำลังกายจะได้รับจากการออกกำลังกาย
อ้างอิง



บทความโดย:นางสาวปริศนา มั่งคั่ง รหัสนิสิต 52010119168 ชั้นปีที่2 ระบบปกติ กลุ่มเรียนที่2

สุรากับประชากรไทย

สุรากับประชากรไทย
สุรา หมายถึง น้ำเมาที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ คือ น้ำเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท  เมื่อดื่มแล้วสารนั้นจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มไม่มากอาจรู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากสารกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่น ๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุด โดยทั่วไปสุราจะมี 2 ชนิดหลักด้วยกัน คือ สุราหมัก ได้จากการหมักแป้ง หรือ น้ำตาล กับยีสต์ ให้เกิดเป็นแอลกอฮอล์ โดยจะมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15% เช่น ไวน์ ได้จากการหมักองุ่น, สาเก ได้จากการหมักข้าวเช่นเดียวกับสาโท ส่วนอีกชนิดเรียกว่า สุรากลั่น ได้จากการนำสุราหมักมาต้มกลั่นเพื่อให้ได้แรงแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น สุราที่กลั่นได้จะเป็นสีใสเรียกสุราตระกูลนี้ว่า White Spirit อย่างเช่น ว้อดก้า (Vodka) ก็จะได้จากการกลั่นสุราที่หมักจากมันฝรั่ง ส่วน เตอกีล่า (Tequila) ได้จากการกลั่นสุราที่หมักจากต้นอากาเว่ สุราเรียกโดยภาษาปากว่า "เหล้า" ซึ่งมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ แม้ว่าในเหล้าชนิดต่างๆยังมีสารอื่นๆที่ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของเหล้าชนิดนั้นๆ โดยเฉพาะเหล้าที่นำมาหมักดองกับสมุนไพรเพื่อปรุงแต่งสี กลิ่น รสชาติและสรรพคุณ เช่น เหล้าดองยาของไทย เหล้าเซี่ยงชุนของจีน เหล้าแคมปารีของอิตาลี เป็นต้น สารปรุงแต่งเหล่านี้เมื่อดื่มในปริมาณมาก หรือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้ดื่มได้ แต่เมื่อดื่มในระยะเฉียบพลัน อาการต่างๆของผู้ดื่มนับได้ว่าเกิดจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น แอลกอฮอล์เป็นของเหลว ใส ระเหยได้ง่าย ละลายน้ำได้ดี มีกลิ่นเฉพาะตัว และ ติดไฟได้ง่าย แอลกอฮอล์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ประกอบไปด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ความรุนแรงของการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในกระแสโลหิต แอลกอฮอล์ที่กินได้ คือแอลกอฮอล์ชนิดเอทิล ส่วนแอลกอฮอล์ชนิดอื่นล้วนกินไม่ได้และเป็นพิษต่อร่างกาย ถ้าเอาแอลกอฮอล์ชนิดอื่น เช่น เมทิลแอลกอฮอล์มาผสมเป็นเหล้า กินเข้าไปแล้วทำให้ปวดหัวตาพร่า จนบอด และถึงกับเสียชีวิตได้ เมื่อกินเหล้าเข้าไปผ่านกระเพาะอาหารไปสู่ลำไส้เล็ก แอลกอฮอล์ในเหล้าจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตและกระจายไปทั่วร่างกาย เมื่อกินอาหารมาก่อน แอลกอฮอล์ใช้เวลา 1 ถึง6 ชั่วโมง จึงจะถูกดูดซึมไปถึงระดับสูงสุดในเลือด แต่ถ้ากินเหล้าในขณะที่ท้องว่าง แอลกอฮอล์ใช้เวลาถูกดูดซึมสู่ ระดับสูงสุดในเลือด เพียง 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของ แอลกอฮอล์ในร่างกายจะถูกกำจัดโดยตับ ที่เหลือจะถูกขับออกทางลมหายใจ ปัสสาวะ เหงื่อ อุจจาระ น้ำนม และน้ำลาย แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย แอลกอฮอล์ในปริมาณมากทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดอาการอักเสบและเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นผู้ที่กินเหล้าจึงปัสสาวะบ่อย สูญเสียน้ำและรู้สึกกระหายน้ำมากในเวลาต่อมา อีกประการหนึ่ง บรรยากาศวงเหล้า ผนวกกับพลังงานที่ได้จากเหล้ามักทำให้ผู้ดื่มไม่รู้สึกอยากอาหาร ดังนั้นผู้ที่กินเหล้าเป็นนิจจึงอาจขาดสารอาหารได้ ที่สำคัญแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความเสียหายที่เนื้อตับ คนกินเหล้าจึงมีโอกาสเป็นตับอักเสบมากกว่าคนไม่กินและอาจพัฒนาไปถึงขั้นตับวายได้
พฤติกรรมการบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย
โดยปกติคนไทยมีการบริโภคแอลกอฮอล์มาช้านานแล้ว โดยมักดื่มในเทศกาลและวาระต่างๆ และมีความเชื่อเรื่องการดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น ยาดอง โดยเอายามาผสมหรือดองกับสุรา  เชื่อว่าช่วยบำรุงร่างกายบำรุงโลหิต รักษาอาการปวดเมื่อย ทำให้เจริญอาหาร ความจริงแล้วส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในยาดองนั้นมีค่อนข้างสูง ดังนั้น การดื่มยาดองก็คือ การดื่มสุรานั่นเอง นอกจากนี้ ในบางครั้งจะพบทัศนคติของคนไทยที่มีต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะที่ส่งเสริมการดื่ม โดยไม่รู้ตัว เช่น การวางขวดสุราไว้ในห้องรับแขกตามบ้าน ในงานเลี้ยงสังสรรค์หรืองานฉลองตามประเพณีต่างๆ มักจะพบเห็น การดื่มสุรากันเป็นเรื่องปกติ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจใน พ.ศ.2534 พบว่า ร้อยละ 31.4 ของประชากรไทยมีการดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ อายุ 15 ปีขึ้นไป และอีก 5 ปีต่อมาคือใน พ.ศ. 2539 ประชากรไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 260,000 คนและผลสำรวจในปี พ.ศ. 2550พบว่าประชากรไทยที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เริ่มมีอายุน้อยลงคืออายุประมาณ11ปีก็เริ่มมีพฤติกรรมการดื่มสุราแล้ว โดยภาคที่มีการบริโภคแอลกอฮอล์มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยผู้ชายจะบริโภคมากกว่าผู้หญิง และคนในชนบทจะบริโภคมากกว่าคนในเมือง โดยคนในชนบทจะเริ่มบริโภคแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุยังน้อย คือ เฉลี่ยประมาณ 15 -19 ปี ดังที่แสดงในตารางและกราฟดังนี้
ตารางที่ จำนวนประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป จำแนกตามพฤติกรรมการดื่มสุรา กลุ่มอายุ ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2550
กลุ่มอายุ (ปี)
รวม
ไม่ดื่ม และไม่เคยดื่ม
ไม่ดื่ม แต่เคยดื่ม
ดื่ม
รวม
55,239,859
36,394,411
3,856,867
14,988,580
11 - 14
4,073,008
4,054,194
2,793
16,021
15 - 19
5,257,291
4,523,332
64,298
669,662
20 - 24
5,280,906
3,454,211
185,444
1,641,252
25 - 29
5,330,804
3,265,581
238,154
1,827,070
30 - 34
5,408,314
3,209,067
303,242
1,896,005
35 - 39
5,494,653
3,137,005
328,691
2,028,957
40 - 44
5,328,814
2,980,750
381,958
1,966,106
45 - 49
4,880,437
2,724,687
423,226
1,732,524
50 - 54
4,042,314
2,345,288
408,439
1,288,587
55 - 59
3,051,454
1,861,226
377,520
812,709

  60 ขึ้นไป 
7,091,861
4,839,071
1,143,103
1,109,687

จากตารางสามารถสรุปเป็นกราฟได้ดังนี้
กราฟที่1
จากกราฟจะเห็นได้ว่าประชากรไทยเริ่มมีพฤติกรรมการดื่มสุราตั้งแต่อายุยังน้อย เฉลี่ยประมาณ 15-19ปีและกลุ่มที่มีพฤติกรรมการดื่มสุรามากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุ 35-39ปี ซึ่งมีมากถึง 2,028,957 คน ในปี พ.ศ.2550ในทางตรงกันข้ามจะเห็นว่าผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะมีอัตราการดื่มสุราน้อยลง

พฤติกรรมการดื่มสุราของชายและหญิงในเขตเทศบาลและนอกเขตเทบาล
 เหตุผลของการดื่มแอลกอฮอล์พบว่า  มีความแตกต่างกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง โดยผู้ชายให้เหตุผลในการตัดสินใจดื่มครั้ง แรกว่า อยากทดลอง รองลงมาคือเพื่อนชวน สำหรับเหตุผลของผู้หญิงคือ อยากทดลอง รองลงมาคือเพื่อเข้าสังคม และดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผู้ชายจะเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงอายุที่น้อยกว่าผู้หญิง และมีแนวโน้มว่า ผู้ดื่มทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะมีอายุลดน้อยลง เรื่อยๆ โดยสุราไทยและเบียร์เป็นเครื่องดื่มของคนในเขตเมือง ส่วนสุราขาวและยาดองเป็นเครื่องดื่มของคนในเขตชนบท เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ดื่มไม่คิดจะเลิกดื่มก็คือ เพราะต้องเข้าสังคม สังสรรค์ และดื่มเพื่อสุขภาพ ร่างกาย โดยคิดว่า ดื่มเพียงเล็กน้อยไม่เป็นไร ส่วนเหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพจิตคือ เพื่อความสนุกสนาน คลายเครียด จากเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ได้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่ดื่มสุราโดยไม่คิดจะเลิกดื่มนั้น อาจไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานะ "ติดสุรา" ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจก็ตามโดยคนในชนบทจะมีการบริโภคเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์มากกว่าคนในเมือง
ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมและคิดว่าการดื่มสุราเป็นการเข้าสังคมทั้งที่จริงแล้วมีคนดื่มสุราที่ติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์มีถึง 16 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด และคนไม่ดื่มสุรามี 2 ใน 3 ที่ถือเป็นคนหมู่มาก จากการสำรวจพบขณะนี้คนไทยมีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากผิดปกติจนเกิดโรคติดสุรามากถึง 5.3 ล้านคน ภาคเหนือ มีมากที่สุดถึงร้อยละ 13.3 รองลงมาภาคอีสาน ร้อยละ 11.5 ภาคใต้ซึ่งต่ำสุดที่ร้อยละ 8.8
ตารางที่2 จำนวนประชากรในเขตและนอกเขตเทศบาล จำแนกตามพฤติกรรมการดื่มสุรา
เขตการปกครอง
ไม่ดื่ม และไม่เคยดื่ม
ไม่ดื่ม แต่เคยดื่ม
ดื่ม
ในเขตเทศบาล
12,077,373
966,552
4,067,544
นอกเขตเทศบาล
24,317,038
2,890,316
10,921,037
จากตารางสามารถสรุปจำนวนประชากรทั้งชายและหญิงที่ดื่มสุราในเขตและนอกเขตเทศบาลเป็นกราฟได้ดังนี้
กราฟที่2

จากกราฟจะเห็นได้ว่าประชากรทั้งชายและหญิงที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลจะมีพฤติกรรมการดื่มสุรามากกว่าประชากรที่อาศัยในเขตเทศบาล คิดเป็นเปอร์เซ็นได้ดังนี้ ในเขตเทศบาลมีประชากรที่ดื่มสุรา 27% นอกเขตเทศบาลมีประชากรที่ดื่มสุรา 73%
ผลกระทบจากการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา(ศวส.) ได้รวบรวมและติดตามพฤติกรรมสถิติการดื่มของคนไทยอย่างต่อเนื่อง พบว่า ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่คนไทยได้รับอยู่ที่ปีละประมาณ 7-8 ลิตร ต่อคนต่อปี
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 4 จังหวัดที่ดื่มมากที่สุด คือ แพร่ อุตรดิตถ์ ตราด และเชียงใหม่ และ 4 ลำดับที่มีคนเมามากที่สุด คือ มุกดาหาร แพร่ สระแก้ว และปราจีนบุรี ผลกระทบที่เกิดขึ้นด้านสุขภาพ พบว่า ภาระโรคที่มีสาเหตุจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น มะเร็ง โรคจิตประสาท โรคหลอดเลือดหัวใจ ตับแข็ง การบาดเจ็บ มีความสูญเสียเกิดขึ้นปีละ 14.6% ผลกระทบที่เกิดขึ้น เรื่องอุบัติเหตุ จากสถิติจราจรทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข้อมูลจำนวนอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเมาสุรา พบว่า ช่วงเดือนที่เกิดมากที่สุด คือ ธ.ค.- ม.ค. และ ม.ค.-เม.ย. เมื่อปี 2552 พบว่ามีอัตราคดีที่เกิดขึ้น 4,561 คดี เมื่อวัดสถิติการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายที่มีการเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุสูงทุกปี เมื่อเทียบกับสถิติโลก พบว่า ประชากรโลกเสียชีวิตปีละ 2.5 ล้านราย และคนไทยตายปีละ 2.6 หมื่นรายหรือชั่วโมงละ 3 คน ทั้งจากโรคมะเร็ง อุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์ขัดขวางความสามารถของร่างกายในการฟื้นตัวจากการสูญเสียเลือดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มึนเมาจะมีความทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายที่รุนแรงและภาวะการแทรกซ้อนที่น่ากลัวรวมทั้งการช็อคจากการตกโลหิต ดร.แพทริเซีย  โมลินา แห่งมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ในนิวออร์ลีนส์ หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของคนไข้ที่เข้ามาห้องฉุกเฉิน จากการบาดเจ็บภายนอกจะมีอาการมึนเมาในการศึกษานี้ โมลินา และทีมงานให้หนูห้องปฏิบัติการดื่มแอลกอฮอล์ แล้วทำให้หนูเกิดการเสียเลือดสักเล็กน้อย  นักวิจัยพบว่าการสูญเสียเลือดในหนูที่ให้แอลกอฮอล์เกิดผลอย่างฉับพลันต่อความดันเลือดที่ลดลง  นอกจากนั้นหนูที่มึนเมาใช้เวลาในการฟื้นตัวที่ช้า นอกจากนี้การดื่มสุรายังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุรวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดโรคมะเร็งตับ เบาหวาน อุบัติเหตุจราจร ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียของรายได้ประชาชาติในประเทศเรานับแสนล้านบาทต่อปี ผู้ดื่มจนติดอาจเกิดโรคเครียด โรคซึมเศร้า ความก้าวร้าว ก่อปัญหารุนแรงในสังคม ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ปัญหาทารุณกรรมเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว การหย่าร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาโรคที่ติดตามมาอีกมากมาย บางคนอาจเกิดโรคจิตจากแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจมีอาการหลงผิด หวาดระแวง ประสาทหลอน หรือเห็นภาพหลอน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 60 กรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับเบียร์ 4.5 กระป๋อง หรือเหล้า 40 ดีกรี 3 เปก จะก่อให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันปัญหาสังคมก็เกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น พบหญิงไทยถูกทุบตีทำร้ายจากสามีหรือคู่รัก และเกิดความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเรามักจะพบว่าคนเรานิยมการดื่มสุราเนื่องจากว่าเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเพิ่มขึ้นในช่วงแรก อาจจะมีอาการสนุกสนานร่าเริง มีความสุข แต่หลังจากนั้นเมื่อปริมาณของแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นก็จะเริ่มเกิดอาการ ยกตัวอย่างเมื่อเพิ่มระดับขึ้น 50% จะทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายช้าลงและโอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 2 เท่า และยิ่งระดับมากขึ้นท่านจะเริ่มสับสน ง่วงซึม บางรายอาจสลบถึงตาย ในปี 2545 พบมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุการจราจรของประเทศไทยมีมูลค่าถึง 189,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1-2 ของ GDP อีกไม่นานจะมีการเจรจาการค้าเสรี ไทย-ยุโรป สิ่งที่ต้องจับตาคือ การนำสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไว้ในรายการสินค้า ผลที่ตามมาคือ ผู้ผลิตเหล้าจากยุโรปจะไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไปทำให้การนำเข้ามาขายในประเทศมีราคาถูกลงขณะที่เพดานภาษีสรรพสามิตของไทยในกลุ่มเหล้าต่างชาติ ขึ้นไปจนเต็มเพดานแล้ว แน่นอนว่าเมื่อเหล้ามีราคาถูกลง สินค้าเหล่านี้ก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว ผู้บริโภคแอลกอฮอล์ ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และมีแนวโน้มว่า จะเริ่มดื่มตั้งแต่อายุยังน้อย ปัญหาของการดื่มแอลกอฮอล์ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในผู้ชายเท่านั้น การดื่ม แอลกอฮอล์ในผู้หญิงเริ่มมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น และเหตุผลของการดื่มที่มีอิทธิพลสำคัญคือ อยากทดลอง เพื่อนชักชวน และค่านิยมทาง สังคม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะต้องติดแอลกอฮอล์เสมอไป มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีปัจจัย เสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นคนที่ติดแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคแอลกอฮอล์โดยรวมแล้ว ยังมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึง 3 ประการ คือ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการเริ่มบริโภคแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการติดแอลกอฮอล์ และปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง


จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ.2550 พบอัตราการดื่มสุราของประชากรไทยในช่วงอายุ20-39ปีทั้งชายและหญิงดังนี้
กลุ่มอายุ (ปี) เพศ
ไม่ดื่ม และไม่เคยดื่ม
ไม่ดื่ม แต่เคยดื่ม
ดื่ม
ชาย
11,202,035
3,022,520
12,672,122
20 - 24
1,077,135
121,899
1,484,382
25 - 29
911,150
172,932
1,609,409
30 - 34
824,376
226,141
1,620,838
35 - 39
714,631
245,291
1,684,477
หญิง
25,192,377
834,347
2,316,458
20 - 24
2,377,076
63,544
156,871
25 - 29
2,354,431
65,222
217,661
30 - 34
2,384,691
77,100
275,167
35 - 39
2,422,373
83,401
344,480

จากตารางข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปจำนวนประชากรทั้งชายและหญิงช่วงอายุ20-39ปีตามพฤติกรรมการดื่มสุราได้ดังนี้

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทยดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 260,000 คน และมีอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยใน 10 ปีที่ผ่านมา จาก พ.ศ. 2535-2545 มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก 992 ล้านลิตร เป็น 1,926 ล้านลิตร อีกทั้งอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 25.2 ลิตร ในปี 2535 เป็น 41.6 ลิตร ในปี 2545 โดยเฉพาะเบียร์ มีการบริโภคเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 320 ล้านลิตร เป็น 1,222 ล้านลิตร คิดเป็น 8.1 ลิตรต่อคน เพิ่มเป็น 24.8 ลิตรต่อคนประการสำคัญคืออายุของผู้ริเริ่มดื่มสุราครั้งแรกมีแนวโน้มน้อยลง ขณะนี้กลุ่มผู้ริเริ่มดื่มสุราที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19ปีซึ่งพบว่าร้อยละ46.9หรือเกือบครึ่งหนึ่งเริ่มลองดื่มสุราแล้ว
 ข้อเสนอแนะ
การดื่มสุรานั้นนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของผู้ที่ดื่มแล้วยังส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นและสังคมหลายประการเช่นการทารุณกรรม การก่ออาชญากรรม การทะเลาะวิวาทและอื่นๆอีกมากมายนอกจากนี้การบริโภคสุราในปริมาณมากยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบและอื่นๆอีกมากมายและยังส่งผลให้แก่ก่อนวัยอันควร ที่สำคัญการดื่มสุรานั้นยังเป็นการละเมิดศีลข้อที่5อีกด้วย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าสุรามีโทษมากมายขนาดนี้แล้วเราควรหันมารักษาสุขภาพ ลด ละ เลิกการดื่มสุรา เพื่อลดปัญหาสังคมและประเทศชาติ ให้สังคมเกิดความสงบสุขและปราศจากแอลกอฮอล์ และยังเป็นการยืดอายุของตัวเราเองให้มีอายุยืน ไม่แก่ก่อนวัยอันควรอีกด้วยฤทธิ์ ของสุรามีมากมาย ควรหยุดเสียแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
http://www.aanthe.com/2009/03/

บทความโดย:นางสาวเบญจพร  ศรีสุพรรณ รหัส 52010119167 ระบบปกติ Sec.2